วันศุกร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2553
Hydrogen Car
เชื้อเพลิงทางเลือกอื่นๆ
จากการอภิปรายใน หัวข้อเชื้อเพลิงทางเลือกอื่นสำหรับภาคขนส่งสรุปได้ว่า
• เป็นที่ยอมรับกันว่าระบบขนส่งด้วยรางและระบบขนส่งทางน้ำเป็นระบบที่ควรได้ รับการส่งเสริมให้มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ยังคงมีความจำเป็นที่จะต้องมีระบบขนส่งทางถนนด้วย
• รถยนต์ที่ใช้กันโดยทั่วไปในประเทศไทยยังมีประสิทธิภาพต่ำ สิ้นเปลืองน้ำมันมาก และปล่อยมลพิษ รวมถึงปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง
• ในปี พ.ศ. 2553 จะเริ่มมีการ ผลิตอีโค-คาร์ (Eco-car) ซึ่งกำหนดให้มีขนาดความจุกระบอก สูบของเครื่องยนต์ระหว่าง 1300 – 1400 ซีซี มีอัตราการใช้น้ำมันดีกว่า 20 กม./ลิตร มีมาตรฐานสิ่งแวดล้อมยูโร 4 และปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่า 120 กรัม/กม. เป็นต้น
• ปัจจุบันมีการจำหน่ายรถยนต์ลูกผสม (Hybrid car) อย่างแพร่หลายในหลายประเทศ และได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากกินน้ำมันเชื้อเพลิงต่ำ อาจประหยัดน้ำมันได้ถึง 50% ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการออกแบบและการใช้งาน รถยนต์ลูกผสมส่วนใหญ่ใช้การขับเคลื่อนโดยเครื่องยนต์เผาไหม้ภายในร่วมกับ พลังงานไฟฟ้า
• ภายใน 1-2 ปีนี้ จะมีการจำหน่ายรถยนต์ลูกผสม – ปลั๊กอิน (Hybrid – plug-in) ซึ่งจะใช้ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนรถยนต์มากขึ้น อาจเดินทางได้ถึง 60 กม. โดยใช้เพียงพลังงานไฟฟ้า ต่อจากนั้นเครื่องยนต์เผาไหม้ภายในจึงจะทำงาน การชาร์จแบตเตอรี่แต่ละครั้งอาจใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง หากต้องการชาร์จให้เต็ม อาจชาร์จทิ้งไว้ทั้งคืน เทคโนโลยีตัวนี้น่าจะได้รับการสนับสนุนให้มีการใช้และ/หรือผลิตในประเทศ หากมีตลาดมากพอ
• ปัจจุบันมีการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าอยู่บ้าง ซึ่งมักเป็นรถยนต์ขนาดเล็ก วิ่งได้ต่ำกว่า 80 กม.
• สำหรับการชาร์จ 1 ครั้ง ซึ่งยังต้องการการพัฒนาให้วิ่งได้หลายร้อยกิโลเมตรสำหรับการชาร์จ 1 ครั้ง และสามารถชาร์จได้อย่างรวดเร็วภายในเวลา 15 นาที คาดว่ายังจะใช้เวลาอีกหลายปี รถยนต์ไฟฟ้าดังกล่าวมักเรียกกันว่ารถยนต์ไฟฟ้า-ปลั๊กอิน (Plug-in electric car) เป็นที่เชื่อกันว่ารถยนต์ไฟฟ้า-ปลั๊กอิน จะเข้ามาทดแทนรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เผาไหม้ภายในเกือบทั้งหมดภายในเวลา ประมาณ 20 ปี
• การใช้เอทานอลเพียง 10% กับน้ำมันเบนซิน ซึ่งเรียกกันว่า E10 จะมีประโยชน์มาก เพราะเป็นการทดแทนการใช้สาร MTBE เพื่อการเพิ่มตัวเลขออกเทน สาร MTBE เป็นสารก่อมะเร็ง และ ถูกห้ามใช้ในบางประเทศ หากผสมมากขึ้น เช่น E20 ก็ยังมีประโยชน์ แต่หากผสมสูงถึง 85% (E85) อาจจะมีคำถามว่าเหมาะสมหรือไม่ เนื่องจากวัตถุดิบคงจะมีไม่เพียงพอ
เอทานอลได้จากการหมักน้ำตาล ซึ่ง วัตถุดิบที่ใช้ในปัจจุบันในประเทศไทย ได้แก่ แป้ง และน้ำตาล หากใช้วัตถุดิบจำพวกแป้ง จะต้องใช้พลังงานฟอสซิลในการผลิตเอทานอลสูงถึง 70% ซึ่งอาจไม่ได้ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากนัก นอกจากนี้มีไม่กี่ประเทศที่สนับสนุนการใช้ E85 ดังนั้นเครื่องยนต์สำหรับ E85 อาจมีขนาดของตลาดค่อนข้างเล็กมาก และไม่น่าจะมีตลาดเพื่อส่งออกในอนาคต
• รถยนต์ไฟฟ้า-ปลั๊กอิน มี ข้อดีคือ ไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หากว่าการผลิตไฟฟ้าไม่มีการปล่อยก๊าซดังกล่าวเช่นกัน เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน หรือแม้แต่โรงไฟฟ้าถ่านหิน หากมีการจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ไว้อย่างถาวร ในกรณีหลังนี้มีต้นแบบแล้ว
• การขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุก น่ายังจะมีความจำเป็นต่อไป ดังนั้นไบ โอดีเซลจึงเป็นเชื้อเพลิงทางเลือก
• ไบโอดีเซลที่ผลิตจากน้ำมันปาล์มใช้พลังงานฟอสซิลต่ำกว่า 20% ซึ่งดีกว่าเอทานอลมาก ประเด็นนโยบายที่สำคัญคือ การกำหนดร้อยละของไบโอดีเซลที่จะนำมาผสมกับน้ำมันดีเซล เพราะหากกำหนดให้สูงเกินไป จะมีปัญหาเรื่องวัตถุดิบมีไม่เพียงพอ และจะกระทบถึงอุตสาหกรรมอาหารและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หากผสมเพียง 2% ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องวัตถุดิบไม่เพียงพอ
• รถยนต์ที่ใช้เซลล์เชื้อเพลิง ยังจะไม่มีผลิตขายกันอย่างแพร่หลายในระยะเวลาอันใกล้ เนื่องจากยังต้องวิจัยและพัฒนาอีกนานพอสมควร
• ควรเปลี่ยนแปลงนโยบายโครงสร้างภาษีรถยนต์ จากเดิม ซึ่งคิดภาษีตามปริมาตรกระบอกสูบของเครื่องยนต์เป็น การคิดภาษีตามความสิ้นเปลืองพลังงาน (กม./ลิตร) และ/หรือ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (กรัม CO2/กม.)
วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553
รถไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้า (Hybrid and Electric Cars)
ผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนได้สร้างแรงกดดันให้ ทุกประเทศในโลกต้องมีมาตรการลดการใช้พลังงานฟอสซิล
นอกจากนี้ความจำเป็นที่ต้องสร้างความมั่นคงด้านพลังงานเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เป็นแรงกดดันให้ ประเทศต่างๆ ลดการใช้น้ำมันลงโดยการ
(1) จัดหาพลังงานอื่นๆ เพื่อทดแทนน้ำมันในการขนส่ง
(2) พัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานรูป แบบอื่นๆ ในการขนส่ง
รถไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พัฒนาการของเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ทำให้แบตเตอรี่สามารถเก็บพลังงานไฟฟ้าได้ มากขึ้น มีส่วนช่วยเร่งพัฒนาการของรถไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ซึ่งมีจำหน่ายในเชิงพาณิชย์แล้ว
จากแนวโน้มของพัฒนาการทางเทคโนโลยีและยอดขายรถไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้ามีศักยภาพที่จะมีบทบาทสำคัญ นอกจากจะแก้ปัญหาสภาวะโลกร้อนแล้ว ยังจะทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้นเพราะลดการปล่อยไอเสียออกสู่บรรยากาศอย่างมาก
แหล่ง พลังงานที่สามารถทดแทนน้ำมันได้ในการขนส่ง
แหล่งพลังงานที่สามารถใช้ทดแทน น้ำมันเบนซินและดีเซลในการขนส่งทางถนนมีหลายประเภทดังต่อไปนี้
(1) ก๊าซธรรมชาติ (CNG)
ก๊าซ ธรรมชาติถือว่าเป็นเชื้อเพลิงสะอาด เพราะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงประมาณ 50% แต่ต้องใช้ถังบรรจุก๊าซที่ใหญ่และหนักขึ้น
(2) เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuels)
เชื้อเพลิงชีวภาพที่สำคัญคือ เอทานอล และไบโอดีเซล สำหรับเอทานอลนั้นหากมีการใช้ในสัดส่วนที่สูง
จะต้องมีการปรับเครื่อง ยนต์ที่จะใช้ด้วย
(3) พลังงานไฟฟ้า
พลังงานไฟฟ้าสามารถใช้ทดแทน น้ำมันได้ใน 2 แนวทางคือ
แนวทางแรก คือใช้ทั้ง พลังงานไฟฟ้าและน้ำมันในรถลูกผสมหรือรถไฮบริด โดยรถไฮบริดต้องใช้ทั้ง
เครื่อง ยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า
แนวทางที่สอง คือใช้ พลังงานไฟฟ้าอย่างเดียวโดยผ่านมอเตอร์ไฟฟ้าซึ่งขับเคลื่อนโดยแบตเตอรี่ในรถ ยนต์
ไฟฟ้า ซึ่งได้มีการใช้มานานแล้ว แต่รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นเก่ามีข้อจำกัดด้านระยะทางที่ขับเคลื่อนได้จากการชาร์จ ไฟฟ้าแต่ละครั้ง และใช้เวลาชาร์จนาน นอกจากนี้ยังบรรทุกน้ำหนักอื่นได้น้อย เพราะต้องบรรทุกแบตเตอรี่ที่หนักมาก รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่มีแบตเตอรี่ที่ใช้เทคโนโลยีใหม่เก็บพลังงานได้มากขึ้น มาก และแก้ปัญหาของรถยนต์ไฟฟ้าแบบเก่าได้หมด
(4) ก๊าซไฮโดรเจน (H2)
ก๊าซ ไฮโดรเจนมีจุดเด่นอยู่ที่เป็นเชื้อเพลิงสะอาดที่เผาไหม้แล้วได้ไอน้ำ แต่ไฮโดรเจนไม่มีอยู่ด้วยตัวเองใน
ธรรมชาติ แต่จะรวมตัวกับสารอื่นเป็นสารประกอบ เช่น น้ำ (H2O), ก๊าซธรรมดา, เมทานอล (CH3OH) เป็นต้น ดังนั้นหากจะใช้ก๊าซไฮโดรเจนจะต้องผลิตจากสารประกอบที่มีก๊าซไฮโดรเจนผสม อยู่
การที่จะใช้ก๊าซไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตพลังงานไฟฟ้าและ พลังงานกล จะต้องใช้เซลล์เชื้อเพลิง
(Fuel Cell) (ซึ่งเป็นเทคโนโลยีพลังงานใหม่) เป็นเครื่องต้นกำลัง และรถที่มีเซลล์เชื้อเพลิงเป็นเครื่องต้นกำลังเรียกว่า รถเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell Vehicles)
รถ ไฮบริด (Hybrid Cars)
รถไฮบริดหรือรถลูกผสมจะใช้ทั้ง เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าในการทำงานของระบบ ทั้งนี้พลังงานที่ต้องสูญเสียของเครื่องยนต์ เช่น ขณะเบรกเพื่อชะลอความเร็ว จะถูกนำมาผลิตพลังงานไฟฟ้าเก็บไว้ในแบตเตอรี่ และถูกนำออกมาช่วยในการขับเคลื่อนรถยนต์เพื่อลดการใช้น้ำมันลง นอกจากนี้การลดการใช้น้ำมันเกิดขึ้นจากการเดินเครื่องยนต์ที่ระดับความเร็ว รอบที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุดเสมอ พลังงานจากเครื่องยนต์ที่เกินความต้องการจะถูกนำไปผลิตพลังงานไฟฟ้า และในกรณีที่ความต้องการใช้พลังงานของรถมากกว่าที่เครื่องยนต์ผลิตได้ รถจะใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เสริม
รถไฮบริดมีหลายแบบ ขึ้นอยู่กับเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า โดยหลักการทำงานของรถไฮบริดปรากฏดังรูป
แสดงส่วนประกอบหลักของรถยนต์ Hybrid ของรถ Toyota Prius รุ่นปี 2003
รถยนต์ไฮบริดต้องมีแบตเตอรี่ที่ใหญ่กว่าแบตเตอรี่รถยนต์ธรรมดาและใช้ แบตเตอรี่แบบใหม่ที่เก็บพลังงานไฟฟ้า
ได้มาก และมีระบบควบคุมทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อน รถไฮบริดจะประหยัดพลังงานได้ระหว่าง 10-50% แล้วแต่ประเภทของไฮบริดและลักษณะของการขับว่าเป็นการขับในเมืองหรือระหว่าง เมือง ซึ่งรถไฮบริดจะประหยัดน้ำมันได้มากเมื่อขับในเมือง
รถไฮบริดได้รับการพัฒนาขึ้นครั้งแรกโดยบริษัทโตโยต้า และเริ่มพัฒนาเมื่อกลางทศวรรษ 1980 ในขณะที่น้ำมันยังมีราคาถูกมาก และได้เริ่มจำหน่ายครั้งแรกในปี 1997
การพัฒนารถไฮบริดของโตโยต้าทำให้บริษัทรถยนต์ ยักษ์ใหญ่ของชาติตะวันตกแปลกใจมาก เนื่องจากเห็นว่าไม่มีความจำเป็น รถไฮบริดรุ่นแรกของโตโยต้าชื่อ พริอุส (Prius) มีราคาแพงกว่ารถธรรมดาขนาดเท่ากันกว่า 200,000 บาท รถพริอุส ถือว่าเป็น Ecocar และได้รับความนิยมมากเกินความคาดหมายในอเมริกาเหนือ ญี่ปุ่น และยุโรปตะวันตก และได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากกระแสของสภาวะโลกร้อนและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น
รถพริอุสมียอดขายสะสมจนถึงปัจจุบันกว่า 1 ล้านคัน และปัจจุบันมียอดขายปีละกว่า 1 แสนคัน ยอดขายรถไฮบริดทั้งหมดของโตโยต้า (พริอุส แคมรี่ เล็กซัส และไฮแลนเดอร์) สูงถึงประมาณ 1,600,000 คัน
บริษัทฮอนด้าได้ให้ความสำคัญต่อรถไฮบริดโดยพัฒนารถไฮบริดรุ่นแรกชื่อ อินไซท์ (Insight) เมื่อปี 2001 และต้องเลิกผลิตใน 2-3 ปีต่อมาเนื่องจากความต้องการไม่สูงพอ แต่ปัจจุบันบริษัทฮอนด้าได้หันกลับมาผลิตรถไฮบริดแอคคอร์ด, ซิวิค และอินไซท์ และเริ่มได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว รถไฮบริดของฮอนด้าได้ประกาศว่ามีราคาสูงกว่ารถธรรมดาไม่เกินคันละ 65,000 บาท
Insight-รถยนต์ไฮบริดรุ่นแรกของ บริษัทฮอนด้า
จากความนิยมรถไฮบริดที่มีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และจากมาตรการส่งเสริมต่างๆ ที่เกิดจากแรงกดดันที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคขนส่ง เช่น การลดภาษี ทำให้บริษัทรถยนต์ขนาดใหญ่ทั่วโลกหลายแห่งได้หันมาพัฒนาและผลิตรถไฮบริด โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนารถไฮบริดที่ประหยัดน้ำมันได้มากขึ้นและราคาถูกลง
รถ ปลั๊กอินไฮบริด (Plug-In Hybrid Cars)
รถปลั๊กอินไฮบริด คือรถไฮบริดที่เก็บพลังงานไฟฟ้าในแบตเตอรี่ได้มากขึ้น (ซึ่งต้องจุพลังงานได้มากขึ้นกว่าเดิม) ก่อนออก
เดินทาง เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนโดยพลังงานไฟฟ้าอย่างเดียวเป็นระยะทางมากขึ้นถึง 20-80 กม. เพื่อให้การใช้น้ำมันลดลงเมื่อเทียบกับรถไฮบริดในภาพรวม รถปลั๊กอินไฮบริดสะสมพลังงานตอนกลางคืนขณะที่พลังงานไฟฟ้ามีราคาถูกโดยชาร์จ ไฟฟ้าบ้าน
รถปลั๊กอินไฮบริดมีศักยภาพที่จะลดการใช้น้ำมันลงถึง 70% และคาดว่าจะออกสู่ตลาดภายใน 2 ปี พัฒนาการของรถปลั๊กอินไฮบริดขึ้นอยู่กับพัฒนาการของเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่จะ ต้องสามารถเก็บพลังงานไฟฟ้าได้มากขึ้นและราคาถูกลง บริษัทโตโยต้าและ GM ประกาศว่าจะเริ่มขายรถปลั๊กอินไฮบริดในปี 2009
องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) จะมีส่วนแบ่งของตลาดรถยนต์กว่า 25% ในปี 2030 และประมาณ 60% ในปี 2050 ซึ่งคาดว่าจะมีตลาดใหม่ถึงปีละ 200 ล้านคัน
รถ ยนต์ไฟฟ้า (Electric Cars)
การเกิดสภาวะโลกร้อนทำให้ต้องมีมาตรการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ในภาคการขนส่ง จากพัฒนาการของเทคโนโลยีแบตเตอรี่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ามีศักยภาพที่จะขับเคลื่อน ได้มากขึ้นกว่าเดิม เมื่อเทียบกับรถยนต์ไฟฟ้าในอดีต ซึ่งส่วนใหญ่ขับเคลื่อนได้ไม่เกิน 25 กม.ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง
จากพัฒนาการของเทคโนโลยีลิเทียมไอออนทำให้สามารถเก็บพลังงานไฟฟ้า เพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก โดยแบตเตอรี่ที่มีน้ำหนักเท่ากัน ทำให้มีความเป็นไปได้ที่จะมีรถยนต์ไฟฟ้าที่มีระยะขับเคลื่อนถึง 500 กม.
แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนยังมีราคาแพงมาก คือมีราคาถึง USD 1000 ต่อ กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ดังนั้นรถยนต์ไฟฟ้าที่มีระยะขับเคลื่อนมากจะมีราคาแพงมาก แต่เป็นที่คาดกันว่าราคาของลิเทียมไอออนแบตเตอรี่จะลดลงเหลือเพียง USD 300 ต่อ kWh ภายใน 15 ปี จากการวิจัยและพัฒนาและการผลิตจำนวนมาก ดังนั้นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกน่าจะมีระยะขับเคลื่อนระดับปานกลาง 100-150 กม. เพื่อรักษาระดับราคารถไม่ให้สูง ในระยะนี้การเพิ่มระยะขับเคลื่อนอาจทำได้โดยการตั้งสถานีชาร์จแบตเตอรี่ขึ้น เพื่อให้บริการผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า มีรายงานว่าประเทศอิสราเอลและเดนมาร์ก เริ่มวางแผนที่จะจัดตั้งสถานีชาร์จแบตเตอรี่จำนวนมาก เพื่อรองรับการใช้รถยนต์ไฟฟ้าทดแทนรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน
บริษัทรถยนต์หลายแห่งกำลังผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ รถยนต์ไฟฟ้าของบริษัทมิตซูบิชิ ซึ่งใช้ลิเทียมไอออนแบตเตอรี่และขับเคลื่อนได้ 130 กม.ต่อการชาร์จ 1 ครั้งจะออกสู่ตลาดในปี 2009 ด้วยราคา USD 25,000-USD 30,000 การชาร์จแบตเตอรี่แต่ละครั้งให้เต็มต้องใช้เวลากว่า 10 ชม. แต่ขณะนี้บริษัทมิตซูบิชิได้พัฒนาเทคโนโลยีชาร์จแบตเตอรี่ที่ชาร์จได้เร็ว ขึ้นมาก โดยสามารถชาร์จไฟฟ้าได้ 80% ของความจุสูงสุดของแบตเตอรี่ภายใน 30 นาที
รถยนต์ ไฟฟ้าของมิตซูบิชิ (IMiEV) ซึ่งใช้ลิเทียมไอออนแบตเตอรี่
ข้อ ได้เปรียบในเชิงประสิทธิภาพของรถยนต์ไฟฟ้า
ข้อได้เปรียบของรถยนต์ไฟฟ้าก็คือ ระบบแบตเตอรี่-มอเตอร์ไฟฟ้า มีประสิทธิภาพสูงกว่า ระบบน้ำมัน-เครื่องยนต์แบบสันดาปภายในถึงประมาณ 3 เท่า รถยนต์ไฟฟ้าขนาดมาตรฐานจะใช้พลังไฟฟ้าประมาณ 0.16 กิโลวัตต์-ชม. ต่อ 1 กม. หรือประมาณ 0.50 บาท/กม. ซึ่งต่ำกว่าการใช้น้ำมันมาก และหากชาร์จไฟฟ้าในเวลากลางคืน ราคาพลังงานไฟฟ้าจะต่ำกว่านี้
กรอบเวลาที่รถไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าจะเข้าสู่ตลาด ซึ่งจะเห็นได้ว่าในระยะยาวรถยนต์ไฟฟ้าจะมีระยะขับเคลื่อนเท่ากับรถใช้น้ำมัน ในปัจจุบันเนื่องจากแบตเตอรี่จะถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แนว โน้มของรถยนต์ในอนาคต
ผลกระทบจากสภาวะโลกร้อน และราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประเภทของรถ ยนต์ที่ใช้ในการขนส่ง รถยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูงและใช้น้ำมันเบนซินและดีเซลน้อยลงจะเพิ่มขึ้น อย่างรวดเร็ว ประเทศต่างๆ ในยุโรปได้เริ่มกำหนดมาตรฐานการปล่อยก๊าซ CO2 ของรถยนต์ที่เข้มงวดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น EU ได้กำหนดค่าสูงสุดของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของรถยนต์ใน EU ในปี 2012 ไว้ที่ 130 กรัม/กม. ในขณะที่ค่าเฉลี่ยในปัจจุบันคือ 158 กรัม/กม. ข้อกำหนดเช่นนี้มีส่วนผลักดันให้บริษัทรถยนต์ต้องพัฒนารถไฮบริดและรถยนต์ ไฟฟ้า
ผู้ เชี่ยวชาญด้านพลังงานเชื่อว่ารถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินและดีเซลแบบ ธรรมดาจะลดลงและหายไปใน 20 ปีข้างหน้า โดยถูกแทนที่ด้วย รถไฮบริด รถปลั๊กอินไฮบริด รถยนต์ไฟฟ้า(หรือรถเซลล์เชื้อเพลิง) รถยนต์ประสิทธิภาพสูง (ใช้เครื่องยนต์เบนซินและดีเซลขั้นสูง และส่วนประกอบอื่นๆ ที่ได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพให้สูงขึ้น)
ผู้ เชี่ยวชาญด้านพลังงานเชื่อกันว่าในระยะยาวรถยนต์ส่วนใหญ่ที่ใช้ในเมืองใหญ่ จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า
ที่มาจาก www.vcharkarn.com
ใส่ใจลมยางสักนิด ต่อชีวิตทั้งคน และรถ

โค๊ด ศัตรูตัวฉกาจที่ทำให้รถสิ้นเปลืองน้ำมัน ได้แก่ การเร่งเครื่องแรงๆ และการเบรก ผู้ขับรถโดยทั่วไปสามารถประหยัดค่าน้ำมันได้มากถึง 37% เพียงแค่ออกรถเบาๆ
ขณะที่เมืองไทยย่างเข้าหน้าฝน สหรัฐก็ถึงช่วงซัมเมอร์ ซึ่งเป็นเวลาที่ผู้คนนิยมขับรถท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆ สมาคมผู้ผลิตรถยนต์ และกลุ่มรณรงค์เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ยวดยาน จึงออกมากระตุ้นให้ชาวอเมริกันหันมาใส่ใจกับ "ยางรถยนต์" ส่วนประกอบสำคัญของรถที่ไม่ค่อยมีใครใส่ใจนัก คอลัมน์ Tricks & Tips เห็นว่าเป็นข้อมูลที่น่าสนใจจึงนำมาถ่ายทอดต่อ
ผู้เชี่ยวชาญด้านยางรถยนต์ในสหรัฐเตือนว่า บทลงโทษจากการละเลยส่วนประกอบหลักที่จะพาเราเดินทางไปบนท้องถนนได้อย่าง ปลอดภัย อาจหนักหนาสาหัสเกินคาด ขณะที่ แมตต์ เอ็ดมันด์ รองประธาน บริษัท ไทร์ แร็ค ผู้ค้าปลีกยางรถยนต์ทางไปรษณีย์ และอินเทอร์เน็ต ชี้แจงว่า ยางรถยนต์ที่สึกกร่อนอาจยังมีประสิทธิภาพดีเมื่อขับในสภาพอากาศแห้ง แต่ถ้าเจอถนนเปียกๆ ก็อาจลื่นแฉลบได้ง่าย และรถยนต์จำนวนมากในสหรัฐมียางอ่อนเกินไปหรือไม่ก็แข็งเกินไป
เอ็ดมันด์ กล่าวว่า ทั้งหลายทั้งปวงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการดูแลลมยาง ลมยางที่เหมาะสมจะช่วยประหยัดพลังงาน และสภาพยางรถยนต์ เราควรเปรียบเทียบยางรถยนต์กับรองเท้า รองเท้าเก่าๆ มักให้ความรู้สึกสบาย แต่เราจะไม่รู้สึกถึงรอยโหว่ที่พื้นรองเท้า จนกว่าจะสวมออกไปเดินย่ำฝนนั่นแหละ
สมาคมผู้ผลิตยางสหรัฐแนะนำว่า เจ้าของรถที่ไม่ได้ตรวจเช็คลมยางในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ควรใส่ใจกับล้อรถของตนเองให้มากขึ้น โดยผลสำรวจของสมาคมพบว่า เจ้าของรถ 3 ใน 4 ล้างรถเดือนละครั้ง แต่มีเพียง 1 ใน 5 เท่านั้นที่ตรวจเช็คลมยางทุกเดือน และกว่า 80% ของผู้ขับรถไม่รู้ว่าจะตรวจเช็คลมยางอย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้น รถยนต์ประมาณ 1 ใน 3 มีลมยางอ่อนกว่าที่ควรจะเป็นข้อมูลจากคณะกรรมการบริหารความปลอดภัยทางหลวง แห่งชาติสหรัฐระบุว่า อุบัติเหตุที่เกิดจากลมยางอ่อนทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 660 ราย และบาดเจ็บประมาณ 33,000 รายในแต่ละปี
โดนัลด์ เชีย ประธานสมาคมผู้ผลิตยางสหรัฐ กล่าวว่า มีผู้ขับขี่ยวดยานไม่มากนักที่ดูแลลมยางอย่างเหมาะสม และได้รับความปลอดภัยอย่างเต็มประสิทธิภาพ ยางรถยนต์ที่ได้รับการเติมลมอย่างเหมาะสมจะช่วยยืดอายุการใช้งาน และประหยัดพลังงานสูงสุด
ราคาน้ำมันที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในช่วงหน้าร้อนของสหรัฐ อาจเป็นแรงดึงดูดใจสำคัญให้ผู้ขับรถหันมาใส่ใจลมยางมากขึ้น กระทรวงพลังงานสหรัฐประเมินว่า ลมยางในระดับที่เหมาะสมจะช่วยประหยัดพลังงานได้ 3.3% ลมยางที่อ่อนเกินไปอาจทำให้สิ้นเปลืองพลังงานเพิ่มขึ้น 0.4%
เอ็ดมันด์จากไทร์ แร็ค อธิบายว่า ยางรถยนต์ที่มีลมอ่อนเกินไปจะมีแรงต่อต้านการหมุนมากขึ้น ซึ่งจะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น และตัวเลขผู้ขับรถประมาณ 80% ที่ไม่รู้วิธีตรวจเช็คลมยางอย่างเหมาะสม แสดงว่าชาวอเมริกันทิ้งน้ำมันไปหลายพันล้านแกลลอนในแต่ละปี
เอ็ดมันด์ตั้งข้อสังเกตว่า ออกจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อเมื่อคิดถึงเรื่องนี้ โดยปกติผู้คนมักปล่อยให้ลมยางอ่อนตัวในช่วงหน้าหนาว และอาจไม่ได้ตรวจเช็คลมยางมาตั้งแต่อุณหภูมิ 30 องศา อุณหภูมิที่เปลี่ยนไปทุก 10 องศา อาจส่งผลต่อลมยางประมาณ 1 ปอนด์ และยางรถยนต์เส้นหนึ่งจะสูบลมยางเฉลี่ยประมาณ 1 ปอนด์ทุกๆ 60 วัน
ด้าน ฟิล รีด บรรณาธิการที่ปรึกษาผู้บริโภค Edmunds.com เวบไซต์ข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์ ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเอ็ดมันด์จากไทร์ แร็ค กล่าวว่า ลมยางเป็นสิ่งสำคัญ แต่ผู้บริโภคก็ยังมีหนทางประหยัดน้ำมันที่ดีกว่า
รีด กล่าวว่า ศัตรูตัวฉกาจที่ทำให้รถสิ้นเปลืองน้ำมัน ได้แก่ การเร่งเครื่องแรงๆ และการเบรก ผู้ขับรถโดยทั่วไปสามารถประหยัดค่าน้ำมันได้มากถึง 37% เพียงแค่ออกรถเบาๆ ขณะการลดความเร็วในการขับขี่จาก 75 ไมล์ต่อชั่วโมง เหลือ 65 ไมล์ต่อชั่วโมง ก็ช่วยประหยัดน้ำมันได้ประมาณ 11% แถมยังช่วยให้ไม่ต้องเสียค่าปรับจากการขับรถเร็วเกินไปด้วย ขณะที่ การเคลียร์ของออกจากท้ายรถ เพื่อทำให้รถเบาขึ้น ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยประหยัดน้ำมัน
class=normalเร ไทสัน โฆษกคณะกรรมการบริหารความปลอดภัยทางหลวงแห่งชาติสหรัฐ กล่าวว่า ความปลอดภัยของยางรถยนต์เป็นเรื่องสำคัญ และยิ่งสำคัญมากสำหรับรถกระบะ ผลวิจัยแสดงว่าผู้คนจำนวนมากไม่ใส่กับเรื่องนี้ และมักปล่อยให้ลมยางอ่อนเกินไป
คณะกรรมการบริหารความปลอดภัยทางหลวงแห่ง ชาติสหรัฐประกาศเมื่อปีที่แล้วว่า ภายใน 3 ปี รถใหม่ทั้งหมดที่จำหน่ายในสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ มินิแวน หรือรถกระบะจะต้องมีระบบเตือนผู้ขับขี่เมื่อลมยางอ่อนเกินไป และตอนนี้มียานยนต์ส่วนหนึ่งติดตั้งระบบตรวจเช็คลมยางที่ได้มาตรฐานแล้ว แต่เอ็ดมันด์จากไทร์ แร็ค เห็นว่า ระบบตรวจเช็คลมยางอัตโนมัติอาจทำให้ผู้ขับขี่ชะล่าใจ เขาแนะนำให้พกเครื่องวัดลมยางติดรถหรือติดบ้านไว้ และผู้ขับขี่ควรตรวจเช็คลมยางเองเป็นระยะๆ ระดับลมยางที่เหมาะสมมักติดอยู่ที่ประตูด้านในของรถ หรือบริเวณห้องเครื่อง
เอ็ดมันด์ตั้งข้อสังเกตว่า คณะกรรมการบริหารความปลอดภัยทางหลวงบอกว่า เครื่องตรวจเช็คลมยางอัตโนมัติจะเตือนให้ผู้ขับขี่ทราบเมื่อลมยางอ่อนตัวลง ต่ำกว่า 30% แต่ในความเป็นจริง เมื่อถึงจุดนั้นแล้วประสิทธิภาพการบรรทุกน้ำหนักของรถจะลดลงอย่างมาก เขาและเพื่อนร่วมงานลองทดสอบกับรถบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 325 ซีไอ และพบว่า ประสิทธิภาพของรถลดลงจนรับน้ำหนักได้แค่ 50 กว่ากิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งหมายความว่า แค่เอาคนเข้าไปนั่งในรถเพียงคนเดียวก็อาจทำให้น้ำหนักเกินได้แล้ว
ลองคิดดูว่าหากใช้เครื่องตรวจเช็คลมยาง อัตโนมัติ เมื่อลมยางลดลง 29% ผู้ขับขี่จะยังไม่ได้รับสัญญาณเตือน และไม่ทราบว่าลมยางอ่อนเกินไปแล้ว ยิ่งผู้ขับขี่ที่เช็คลมยางด้วยการใช้สายตากะเอาแทนการใช้เครื่องมือจะยิ่ง รู้ได้ยากขึ้น ดังนั้น จึงควรหาเครื่องวัดลมยางมาใช้ หรืออาศัยเครื่องวัดลมยางตามปั๊มน้ำมันที่มีอยู่ทั่วไป โดยการตรวจเช็คลมยางควรทำเป็นประจำสัปดาห์ละครั้ง หรืออย่างน้อยเดือนละครั้ง
นอกจากการตรวจเช็คลมยางแล้ว การดูแลเครื่องปรับอากาศในรถยนต์ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยประหยัดน้ำมัน ได้ ผู้เชี่ยวชาญจาก ศูนย์ทดสอบของ ทูฟ นอร์ด ในเมืองฮันโนเวอร์ เยอรมนี แนะนำว่า ผู้ขับขี่ควรเลือกใช้ระบบปรับอากาศที่เหมาะสม และควรปิดสวิตช์ทุกครั้งเมื่อไม่จำเป็น
al วิศวกรของทูฟ นอร์ด หนึ่งในผู้ให้บริการด้านเทคนิครายใหญ่สุดของเยอรมนี แนะนำด้วยว่า เมื่อความร้อนภายในรถเพิ่มสูงขึ้นหลังจากจอดรถทิ้งในกลางแดดนานๆ การระบายความร้อนที่ดีที่สุดคือ เปิดประตูให้หมดทุกด้าน เปิดเครื่องปรับอากาศเพื่อคลายความร้อน แล้วจึงค่อยออกรถ และอุณหภูมิภายในรถอยู่ในระดับที่เหมาะสม ก็ควรปล่อยให้ลมจากภายนอกเข้ามาในรถอีกครั้ง การควบคุมอุณหภูมิภายในรถอย่างระมัดระวังตลอดการเดินทาง จะช่วยจำกัดการสิ้นเปลืองน้ำมันไปกับเครื่องปรับอากาศได้ โดยผู้เชี่ยวชาญแนะว่า อุณหภูมิภายในรถควรต่ำกว่าภายนอกประมาณ 5 องศา
โดยหลักการแล้ว ผู้ขับขี่ควรปิดเครื่องปรับอากาศทุกครั้งที่ไม่จำเป็น เพื่อลดการสิ้นเปลืองพลังงาน และควรตรวจเช็คระบบปรับอากาศอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสองปีครั้ง เนื่องจากส่วนประกอบหลักของเครื่องปรับอากาศเมื่อใช้ไปนานๆ ก็จะสึกหรอ และหากไม่มีการตรวจเช็คเลย เครื่องปรับอากาศจะเสื่อมสภาพลงประมาณ 5% ต่อปี
รู้จักการใช้รถยนต์อย่างถูกต้อง และไม่สิ้นเปลืองน้ำมัน

" รู้จักการใช้รถยนต์อย่างถูกต้อง และไม่สิ้นเปลืองน้ำมัน "
อ่านหนังสือพิมพ์ราย สัปดาห์ Transport Journal พบเกร็ดความรู้พลังงานวิธีการประหยัดน้ำมันที่น่าสนใจมากเลยครับ และคงจะช่วยให้เราประหยัดค่าน้ำมันในช่วงวิกฤติน้ำมันแพง ตอนนี้ มานำเสนอนะครับ
การขับรถอย่างถูกวิธี จะมีส่วนช่วยให้เราสามารถลดการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงหากเราปฏิบัติตาม ข้อแนะนำต่อไปนี้
1.ไม่ควรเร่งรถยนต์ก่อนออกรถ
การเร่งเครื่องให้มีความเร็วรอบสูง จะทำให้อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็นเพราะเมื่อ เครื่องยนต์มีความเร็วรอบสูงอัตราความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงจะสูงตามด้วย เมื่อออกรถเราไม่จำเป็นต้องเร่งเครื่องยนต์โดยทั่วไปความเร็วรอบที่เหมาะสม สำหรับการออกรถประมาณ 1,100-1,250 รอบต่อวินาที ควรออกรถโดยวิ่งไปอย่างช้าๆ แทนการอุ่นเครื่องยนต์โดยการจอดรถติดเครื่องอยู่กับที่จะช่วยให้ประหยัด น้ำมันได้มากและยังขับได้ระยะทางมาส่วนหนึ่งจากเส้นทางทั้งหมดที่กำลังจะไป ด้วย ติดเครื่องยนต์ 10 นาทีจะสิ้นเปลืองน้ำมัน โดยเฉลี่ยประมาณ 200 ซีซี.หรือเทียบเท่าระยะทางประมาณ 40 เมตร
2.ไม่ควรติดเครื่องยนต์ขณะจอดรถคอย
กรณีที่ต้องจอดรถคอยเป็นเวลานานควรดับเครื่องยนต์เพราะ จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงโดยเปล่าประโยชน์การติดเครื่องจอดอยู่ เฉยๆ เป็นเวลา 5 นาทีจะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันไปโดยเปล่าประโยชน์ 300 ซีซี และก่อให้เกิดก๊าซไอเสียจากรถยนต์เป็นอัตราต่อสุขภาพ
3.ขับรถที่ความเร็วประหยัด
ไม่ควรขับรถที่ความเร็วสูงมากจนเกินไปเพราะจะสิ้น เปลืองน้ำมัน ระดับความเร็วมาตรฐานที่จะช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้มาก ที่สูงสุดคือ 60-80 กม./ชม. และตามกฎหมายกำหนดให้ความเร็วสูงสุดในการขับขี่รถยนต์บนถนนทั่วไปไม่เกิน 90กม./ชม.
4.การใช้เกียร์ให้สัมพันธ์กับความเร็วรอบของรถ ยนต์
ไม่ควรใช้เกียร์ต่ำ (เกียร์ 1 และ 2) ที่ความเร็วรอบสูงหรือใช้เกียร์สูง (เกียร์ 3,4 และ 5) ที่ความเร็วรอบต่ำจะมีผลให้กำลังเครื่องตกและสิ้นเปลืองน้ำมันมากกว่าปกติ
5.ไม่เลี้ยงครัตช์ในขณะขับรถ
ไม่ควรใช้เกียร์ต่ำ (เกียร์ 1 และ 2) ที่ความเร็วรอบสูงหรือใช้เกียร์สูง (เกียร์ 3,4 และ 5) ที่ความเร็วรอบต่ำจะมีผลให้กำลังเครื่องตกและสิ้นเปลืองน้ำมันมากกว่าปกติ
ระบบน้ำมันเชื้อเพลิง จากระบบน้ำมันเชื้อเพลิง เราสามารถสังเกตและตรวจสอบสาเหตุของการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่ม ขึ้นกว่าปกติอย่างง่ายๆ ดังนี้น้ำมันรั่วหรือไม่ ให้สังเกตจากบริเวณพื้นถนนใต้รถที่จอดอยู่หากพบว่ามีรอบเปียกของน้ำมันหรือ ได้กลิ่นน้ำมัน ซึ่งอาจจะรั่วจากข้อต่อในระบบท่อ ให้ดำเนินการซ่อมโดยเร็ว
ตรวจความเร็วรอบเดินเบา ถ้าความเร็วรอบเครื่องยนต์ในจังหวะเดินเบาสูงเกินไปจะทำให้เครื่องยนต์กิน น้ำมันมากขึ้น ควรปรับความเร็วรอบให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของผู้ผลิต แต่ถ้าไม่มีข้อมูลดังกล่าวควรปรับความเร็วรอบที่ประมาณ 800 รอบต่อนาที หรือในระดับที่เครื่องยนต์ทำงานเรียบที่สุด
สำหรับเครื่องยนต์ที่มีระบบการจ่ายน้ำมันด้วยระบบหัว ฉีด หากมีปัญหาเกี่ยวกับความเร็วรอบของเครื่องยนต์ขณะเดินเบาควรปรึกษาเจ้า หน้าที่ของบริษัทผู้ผลิตให้เป้นผู้ดูแลในเรื่องนี้โดยตรง ตรวจระดับน้ำหล่อเย็นของหม้อน้ำ ตรวจระดับน้ำหล่อเย็นของหม้อน้ำให้อยู่ในระดับที่พอดีในระหว่างระดับต่ำสุด และระดับสูงสุด น้ำหล่อเย็นจะช่วยลดความร้อนของเครื่องยนต์ในขณะขับได้ ดังนั้นหากปริมาณน้อยเกินไปหรือต่ำกว่าระดับต่ำสุด เครื่องยนต์อาจร้อนจัดเกินไปเป้นอันตราย แต่ไม่ควรเติมน้ำให้เกินระดับสูงสุด เพราะเมื่อน้ำภายในร้อนมากเกินไปจะขยายตัวทำให้เกิดแรงดันฝาหลุดออกมาได้ และเป็นอันตราย
"หมั่น สังเกตสักนิดพิชิตการสูญเสียเงิน นะครับ"
แหล่ง ข้อมูลจาก : http://www.thaienergynews.com
ถังก๊าซติดรถยนต์มีมาตรฐานหรือไม่ดูอย่างไรว่าปลอดภัย?
“การผลิตทุก 200 ชิ้นจะสุ่มหยิบมาทดสอบมาตรฐานชิ้นหนึ่ง ผ่านก็คือใช้ได้ทั้งล็ต ถ้าไม่ผ่านก็โดนสอบทีละชิ้นถังก๊าซนี้ได้รับการออกแบบให้รับแรงดันใช้งาน 2.55 เมกะปาสกาล”
ฉบับนี้เราจะพาท่านไปสำรวจท้ายรถยนต์ที่ใช้ก๊าซหุงต้มเป็นเชื้อ เพลิงกันบ้าง เปลี่ยนบรรยากาศจากถังก๊าซกันครัวและโรงบรรจุฯ กับร้านค้าก๊าซที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เมื่อเปิดฝากกระโปรงหลัง(รถ) จะพบถังก๊าซที่ปลอดภัยตามมาตรฐาน มอก.370-2525 เรื่อง ก๊าซปิโตรเลียมเหลวสำหรับเครื่องยนต์สันดาปภายใน (แก้ไขครั้งที่ 1) สังเกตที่สัญลักษณ์มาตรฐาน มอก.370-2525 ตอกที่ตัวถังก๊าซมีความจุไม่เกิน 500 ลูกบาศก์เดซิเมตร อันแปลได้ว่าถังก๊าซที่ได้มาตรฐานตามนี้จะมีความจุไม่เกิน 50 ลิตร หรือประมาณน้ำหนักก๊าซหุงต้ม 25 กิโลกรัม รูปทรงกึ่งทรงกลม (Hemispherical) หรือรูปวงรี (Ellipsoidal) ซึ่งแปลไทยเป็นไทยแบบง่ายๆ ว่า ถังทรงเม็ดยา เพราะมีทรวดทรงละม้ายเม็ดยาแคปซูลยาวๆ รีๆ ที่เราคุ้นตากัน ดังนั้น ถ้าพบถังรุปทรงโดนัท จึงเป็นถังที่ยังไม่มีมาตรฐานของไทยรับรอง

มีข้อกำหนดให้มีการสุ่มตัวอย่างถังที่ผลิตในโรงงานมาทดสอบตา มาตรฐานทางทหารของอเมริกา (Military Standard- ปลแบบทื่อๆ จ้า ยังนึกคำศัพท์ที่หเมาะสมกว่านี้ไม่ออก) การผลิตทุก 200 ชิ้นจะสุ่มหยิบมาทดสอบมาตรฐานชิ้นหนึ่งผ่านก็คือใช้ทั้งล็อต ถ้าไม่ผ่านก็โดนสอบทีละชิ้น ถังก๊าซนี้ได้รับการออกแบบให้รับแรงดันใช้งาน 2.55 เมกะปาสกาล (370 psi) โดยสุ่มทดสอบความดันที่เรียกว่า ความดันไฮดรอลิกพิสูจน์และความดันไฮดรอลิกขยายตัว ด้วยการเติมน้ำเข้าถังจนเต็ม เพิ่มแรงดันเป็น 3.30 เมกะปาสกาล (475 psi) ทิ้งไว้ 30 วินาที ถ้าแรงดันในถังไม่ตกก็แสดงว่าถังไม่รั่ว ให้เทน้ำออกแล้วไล่ความชื้นโดยใช้อากาศแห้งหรือไนโตรเจนหรือความร้อนไม่เกิน 200 องศาเซลเซียสแล้วนำไป ทดสอบการรั่วซึ่ม โดยการอัดอากาศด้วยความดัน 690 กิโลปาสกาล (100 psi) จุ่มลงในน้ำทั้งใบเพื่อตรวจหารอยรั่ว ถ้าไม่พบก็สามารถนำมาจำหน่ายได้ เวลาออกจากโรงงาน ถังก็จะได้มาตรฐาน แต่พอติดตั้งแล้วโกร่งกำบังหรือฝาครอบลิ้นมักจะหายไปตามกาลเวลา (ดังรูปด้านล่าง) โดยที่คนขับรถมักจะไม่ทราบว่า มาตรฐาน มอก370-2525 ข้อ 4.4 ระบุว่าในกรณีที่ยานพาหนะเก็บถังไว้ภายในส่วนหน้า หรือส่วนท้ายของตัวรถ ต้องมีการป้องกันการระบายหรือการรั่วซึมของก๊าซจากลิ้นเครื่องวัดและกล อุปกรณ์นิรภัย อันเนื่องมาจากความดันเกินกำหนด หรือเกิดการชำระรั่วซึมขึ้น ทั้งนี้ต้องระบายก๊าซออกนอกตัวรถเพื่อป้องกันก๊าซแทรกวึมเข้าไปภายในห้องคน ขับ การป้องกันทำได้โดยทำโกร่งกำบังลิ้น หรือฝาครอบลิ้นให้มีรูปร่างลักษณะเป็นกล่องครอบปิดและเครื่องวัดต่างๆ ส่วนฝาปิดด้านบนให้ใช้แผ่นกระจกใสหรือแผ่นพลาสติกใสปิดไว้ เพื่อสามารถตรวจดูเครื่องวัดต่างๆ ได้ และที่ฝาปิดอาจเจาะรูต่อแกนออกมานอกกล่องสำหรับปิด-เปิดลิ้นบรรจุและลิ้นใช้ งาน หรือต่อท่อสำหรับลิ้นบรรจุไว้นอกตัวรถได้
ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการใช้งาน บริเวณรอบขอบกล่องและรูที่เจาะนี้ต้องหุ้มปิดด้วยยางกันรั่วโดยรอบ โครงกล่องต้องเจาะรูขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 50 มิลลิเมตร หรือมีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 2,00 ตารางมิลลิเมตร แล้วต่อท่อระบายก๊าซลงสู่ใต้ท้องรถ และอยู่ห่างจากท่อไอเสียไม่น้อยกว่า 250 มิลลิเมตร ทีมงานเราแอบเห็นรถหลายๆ คันกระจกครอบแตกบ้างฝากครอบหายบ้าง รถใครใช้ก๊าซหุงต้มอยู่ก็ลองไปเปิดท้ายดูเองนะ เพราะถ้าเกิดก๊าซรั่วสะสมเดี๋ยวจะวูปในรถทำให้เดือดร้อนทั้งตัวเองและคนใกล้ ชิด

